ตำนานพระอุรังคธาตุ อุรังคนิทาน
ในสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมานอยู่สำราญในพระเชตวันอารามยามใกล้รุ่งเจ้าอานนท์อุปัฏฐากด้วยน้ำและไม้สีฟันเมื่อพระพุทธเจ้าเมิ้ยนกิจชำระแล้วเล็งเห็นโบราณประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วทรงไว้ธาตุในดอยกปณคิรีอันมีในที่จิ่มใกล้เมืองศรีโคตบุรีพระองค์จึงทรงผ้ากัมพละผืนแดงงามมีวรรณเหมือนแสงสุริยะเมื่อแรกขึ้น อันเป็นผ้าที่พระนางโคตมีได้ถวายให้เป็นทานแล้วแลทรงบาตรบ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออก เจ้าอานนท์ตามพุทธลีลามาทางอากาศ เสด็จประทับหนองคันแทเสื้อน้ำ ( เวียงจันทน์ ) เสด็จลงที่ดอนก่อนเนานั้นก่อน แล้วจึงมาสถิตอยู่แคมหนองคันแทเสื้อน้ำพระองค์ทอดพระเนตรแลเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้น ที่โพนจิกเวียงงัวใต้ปากห้วยกู่คำพระองค์จึงทำสิตุการแย้มัว ยามนั้นเจ้าอานนท์จึงไหว้ว่า พระองค์แย้มหัวด้วยเหตุสิ่งใดจา พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ทำนายบ้านเมืองให้เจ้าอานนท์ฟังฮู้แจ้งอนาคตตังสญาณว่าบ้านเมืองอนจักเกิดมีภายหน้าตักเสื่อม และเจริญกับทั้งท้าวพระยาประชาราษฏรมีประการต่าง ๆ ตามนิมิตแห่งแลนคำแลบลิ้นนั้นแล (พระพุทธทำนายตอนนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของวงศักษัตริย์ล้านช้างยืดยาว จงดูความพิสดารในอุรังคธาตุ ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2483 และฉบับในใบลาน
วิหารหอพระแก้ว
พระวิหารหลวง (หอพระแก้ว) วัดพระธาตุพนม พ.ศ.2073-2103 เป็นรัชกาลเจ้าโพธิสาลราชเจ้า (บุตรเจ้าวิชุลลราช) แห่งหลวงพะบาง ได้ลงมาบูรณะวัดพระธาตุพนม ด้วยการสร้างพระวิหารหลวง หลังคามุงด้วยขี้กั่ว(ตะกั่ว) และทรงสืบหาข้าโอกาสดั้งเดิมเมื่อคราวที่พญาสุมิตรธรรมวงสาได้เคยสละไว้ ซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วท่านก็สละคนให้ครบจำนวน 3,000 นั้น พ.ศ.2430 พระวิหารหลวง(หอพระแก้ว)ที่เจ้าโพธิสาลแห่งนครหลวงพะบางได้สร้างไว้ก็พังทลายลงมาเป็นกองซากปรักหักพัง พ.ศ.2454 พระอุปัชฌาย์ทา และออกตนญาติโยมเห็นว่า วิหารหลวง(หอพระแก้ว)ที่ล้มเป็นกองอิฐอยู่นั้น ควรจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ จึงให้ช่างญวน(เวียดเกียว) มาทำตามลำพัง แต่เมื่อทำเสร็จแล้ว พระวิหารออกมาเป็นศิลปะญวนโดยมาก หลังคาก็เตี้ย ช่อฟ้าใบระกาหยาบ หลบหลังก็มีรูปปั้นมังกรชิงแก้ว ทางวัดจึงจ้างช่างอื่นมาทำการยกผนังและตัดหลังคาใหม่…
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ด้านหลังองค์พระธาตุพนม (ด้านทิศตะวันตก) จะมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นที่นำมาจากประเทศอินเดีย ต้นเดียวกับที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนั่งบำเพ็ญจนได้ตรัสรู้ รัฐบาลนำมาจากประเทศอินเดีย โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) สังฆนายกองค์แรกเป็นผู้แทนของรัฐบาลนำมาปลูกไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕
การบูรณะองค์พระธาตุพนม ปี พ.ศ. ๒๔๔๔
หลังจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และศิษย์มาพักจำพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ แล้ว ก็ได้มีการบูรณะพระธาตุพนมอย่างจริงจังขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ (การบูรณะครั้งที่ ๕) ตามหนังสืออุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนมที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) ได้กล่าวไว้ดังนี้ “ครั้นถึง พ ศ. ๒๔๔๔ มีพระเถระนักปฏิบัติชาวเมืองอุบลฯ ๓ รูป เดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่วัดสระพัง (ตะพัง) ซึ่งเป็นสระโบราณใหญ่อยู่บริเวณนอกกำแพงวัดทางด้านหรดีองค์ธาตุพนม คือ พระอุปัชฌาย์ทา ๑ พระอาจารย์เสาร์…
สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม ตั้งอยู่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากองค์พระธาตุพนมประมาณ ๒๐๐ เมตร และห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวประมาณ ๒๕ๆ เมตร มีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยม สูงจากระดับพื้น ประมาณ ๑๔ เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง ๖ๆ เซนติเมตร ข้างในใช้เก็บรักษาเศษอิฐเศษปูนพระธาตุพนมองค์เดิม ซึ่งหักพังทลายลงในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ นอกจากนี้ ยังำด้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ พระพุทธรูป อัญมณี และวัตถุมงคลอื่น ๆ…

พระธาตุพนม
ตั้งนะโม (3 รอบ)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ.
คำนมัสการองค์พระธาตุพนม
ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฏฐิมายะ อุปะริมายะ ทิสายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธอุรัง คะธาตุง สิระสา นะมามิ
เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง พุทธะอุรัง คะเจติยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา.